งั้นมาดูนี่เลย ถ้าตัดสินใจไม่ได้...ระหว่างคนเก่า - ใหม่ ??? 
                         หรือว่า วิธีทำยังไงให้เขาไม่ไปหาคนใหม่ ???

ประเด็นที่คุยกันอยู่ประเด็นนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องมีคนใหม่แล้วเลิกกับคนเก่า ซึ่งครั้นจะบอกว่าข้อเสนอแนะที่เหมาะสมสำหรับเรื่องนี้คือให้ทำใจก็จะดูไม่เป็นประโยชน์ยังไงไม่รู้
การหาคำตอบก็น่าจะเริ่มต้นจากปัญหา
คือ ศึกษาให้ได้ก่อนว่าทำไมคนจึงเลือกคบคนใหม่และเลิกกับคนเก่า
 
สาเหตุนั้นทางเศรษฐศาสตร์ บอกว่า จะต้องมาจากการที่
การคบคนใหม่นั้นให้อรรถประโยชน์  สูงกว่า  การคบคนเก่าจนผู้ตัดสินใจเลือกที่จะเลิกคบคนเก่า
รู้สึกคุ้มค่าที่จะเลิก นั้นคือ จะเลิกเมื่อ.....
 
Un - Uo > C
โดย     Un = อรรถประโยชน์ของคนใหม่Uo=อรรถประโยชน์ของคนเก่า และ C = ต้นทุนในการเลิกกับคนเก่าไปหาคนใหม่
 
ทั้งนี้ในแต่ละตัวแปรก็จะมีฟังก์ชั่นย่อยเป็นของตนเอง ดังนี้

Un = f(M,B,S,X,A,E,e)
โดย M=Money , B=Beauty, S = Sex,  X=exciting,  A=Attitude,  E=Education,  e=residual
Uo เป็นฟังก์ชั่นเดียวกันกับ Un (เพราะเป็นคนเหมือนกัน)
C = f(G,R,D,e)

โดย G = Gossip (คำนินทาจากชาวบ้าน) R=Revenge(ความเสี่ยงในการโดนแฟนเก่าล้างแค้น) D=Divorce Cost (เช่นค่าหย่า ค่าเลี้ยงดู การเสี่ยงสิ่งที่จ่ายเงินร่วมกันมาเช่นบ้านรถ) e=residual
 
ซึ่งสมการนี้จะใช้ได้ต่อเมื่อ.....ทราบผลแล้วว่า.....เมื่อเลิกกับคนเก่าคนใหม่จะเอาเราทำ ผ.อัว หรือ ม.เอีย หรือไม่ ถ้าไม่รู้จะต้องเปลี่ยนการคิดโดยใช้เป็น expected return แทน ซึ่งจะได้ว่า จะเลิกก็ต่อเมื่อ
 
Ps(Un-Uo) + Pf(-Uo) > C
โดย  Ps =โอกาสที่จะจีบคนใหม่ติด   Pf = โอกาสที่จะแดกแห้วทั้งคู่
 
ซึ่งหากมองในสมการทั้ง 2 สมการจะพบว่า....แนวทางในการไม่ให้แฟนไปมีใหม่....สามารถออกมาได้ 2 รูปแบบหลักๆ คือ
1.ย่อมเป็นไปไม่ได้ว่าจะให้คนนึงมี Uo สูงกว่า Un ตลอดเวลา ฉะนั้นจึงอย่าให้แฟนรู้สึกว่า Un มากกว่า Uo มากมายนัก
2. หากทำไงก็ไม่ไหว ให้เพิ่ม C

 
เมื่อแจกแจงเป็นข้อย่อยตามฟังก์ชั่น จะได้แนวทางดังนี้
1.       เพิ่ม C
1.1    แอบพูดเปรยๆบ่อยว่า รวมกันเราอยู่ เลิกกับกูมึงตาย อันนี้พูดได้แต่ควรใช้เมื่ออีกฝ่ายอารมณ์ดี เพราะในทางกลับกัน การพูดขู่ฆ่านี้อาจไปลด Uo ผ่านทางตัวแปร Attitude ได้
1.2    ทำความรู้จักญาติมิตรพี่น้องเค้าเยอะๆ และทำในแง่ดี เพื่อที่แฟนจะได้กลัวว่า หากเลิกตูโดนเพื่อน พ่อ แม่ ด่าแน่ เป็นต้น วิธีนี้จะไม่ไปลด Uo แต่อย่างใด
2.  ลดช่องว่าง Un กับ Uo
2.1    จัดการกับ Money Attitude และ Education เรื่องการศึกษาดูจะเป็นคีย์แฟกเตอร์ในเรื่องนี้ โดยหากคนมีการศึกษาก็จะพัฒนา ทัศนะคติ ความคิด นิสัย และเพิ่มพูนรายได้ได้ อย่างไรก็ตามในกรณีของผู้หญิง บางครั้งผู้ชายโง่ๆบางคนอาจไม่ชอบผู้หญิงที่เรียนสูงกว่าได้ หากทราบว่าแฟนไม่ชอบผู้หญิงเรียนสูงให้หาคอร์สเรียนแทนการไปเรียนปริญญา เพราะจะช่วยเพิ่ม ทั้งเงิน และ ทัศนะคติ ความคิด นิสัยได้ อีกทั้งไม่เสียตังค์และเวลามากมายแต่อย่างใด
2.2    ความสวย ความตื่นเต้น และ เซ็กส์ ผู้ชายที่แท้จริงต้องมีฟามต้องการทางเพศ ผู้ชายคนใดไม่มีถือว่าไม่ใช่ผู้ชาย (นิยามตูเอง) ซึ่งทั้งความสวย ตื่นเต้น และเซ็กส์นั้น มันไปด้วยกันหมดเลย หากไม่สวยก็จะไม่ตื่นเต้นและตอนสเมิร์ฟกันก็จะไม่มีฟามสุข บางทีสวยแต่ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น(ชอบซ้ำซาก) พอเสมิร์ฟกลับไม่มีฟามสุขพอเสมิ์ฟไม่มีฟามสุข  ก็มองได้ว่าแฟนไม่สวย 
 (หลักฐานที่ชัดเจนคือ ผู้ชายหลายคนเพื่อนมักจะบอกว่าแฟนเอ็งสวยกว่า เมียน้อยอีก ซึ่งผู้ชายคนนั้นกลับไม่คิดงั้นก็เป็นได้)  ยิ่งเขียนยิ่งต้องเซ็นเซอร์วะ
สรุป เขียนไปเขียนมามันส์ดี ขอทุนวิจัยจาก สกว. เลยดีมะ? น่าจะมันส์   

   ฉันไปทำเสน่ห์ยาแฝดมา....... 

ฉันกับแฟนคบกันมา 4 ปี มีโครงการจะแต่งงานกันสิ้นปีนี้ แต่แล้วจู่ ๆ เค้าก็มาบอกว่า "เราเลิกกัน" "เค้าไม่ได้รักฉันแล้ว ตอนนี้เค้าพบคนใหม่ ตลอดเวลาเค้าหลอกฉันมาตลอดว่ารัก เค้าจะแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่สิ้นปีนี้"

ฉันทำทุกวิถีทางเพื่อจะฉุดรั้งเค้ากลับมา ฉันถามว่าฉันผิดตรงไหน ไม่ดีตรงไหน ฉันจะปรับปรุงตัวใหม่ เค้าต้องการอะไรฉันทำให้ได้ทุกอย่างและยอมทุกอย่าง ขอเพียงแค่ "กลับมาเหมือนเดิม" แต่สิ่งที่ฉันได้รับคือความเฉยชา,หงุดหงิด,รำคาญ ทำอะไรก็ผิดไปหมด

"เพื่อน" แนะนำฉันให้ "ไปทำเสน่ห์" ปกติฉันเป็นคนที่กลัวเรื่องพวกนี้ไม่อยากยุ่งเกี่ยว ไม่อยากเข้าใกล้ แต่....ณ จุดจุดนี้ ไม่ได้แล้ว ความรักบังตาฉันยอมทุกอย่าง ขอเพียงได้เค้ากลับคืน อะไรก็ได้สำหรับฉัน ณ ตอนนี้

"ปู่ฤาษี" คือผู้ที่เพื่อนฉันพาไปหา เพื่อนบอกว่า "ท่านเก่ง ญาติของเพื่อน สามีหนีไปอยู่กับเมียน้อยท่านก็เป็นคนเรียกกลับมา ทุกวันนี้ทั้งรักทั้งหลงภรรยา ไม่ไปมีใหม่อีกเลย"

บ้านปูนชั้นเดียว มีลานจอดรถที่พอจอดรถยนต์ได้ประมาณ 10 คัน วันแรกที่ฉันไปมีรถยนต์จอดอยู่ 3 คัน มองเข้าไปในบ้านมีคนนั่งจนล้นออกมาข้างนอกมีเสียงหัวเราะดังออกมาเป็นระยะ เพื่อนพาฉันเข้าไป ภาพที่ฉันเห็น "ชายหนุ่มอายุน่าจะประมาณ 28 – 29 ปี ผมยาวมีลายสักเต็มตัว นัยต์ตาหวานเยิ้ม มือคีบบุหรี่พูดไป ยิ้มไป ปล่อยมุกสนุกสนาน ทำให้ผู้ที่เข้ามาหาหัวเราะเป็นระยะ ๆ นุ่งชุดลายเสือ ดูดีมีเสน่ห์ " คนนี้เรอะที่เพื่อนบอกว่าเป็นปู่ฤาษี ทำไมยังหนุ่ม แต่ ณ วินาทีนั้นความรักบังตาไม่ได้คิดอะไร เพื่อนบอกว่าดี ฉันก็เชื่อโดยที่ไม่ได้คิดถึงเหตุการณ์ในวันข้างหน้าเลย

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .  . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

เราสองคนนั่งรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง คนที่เข้ามาล็อคแรกก็ออกไป ถึงคิวของฉัน เพื่อนแต่งขันธ์ห้า (ดอกไม้ 5 คู่ เทียน 5 คู่) พร้อมเงิน 100 บาท ให้ฉันเขียนชื่อ-นามสกุล พร้อมที่อยู่ ของฉันและของแฟน ยื่นให้ปู่ฤาษี

".........(เอ่ยชื่อฉัน) ดวงไม่ดี จะถูกแย่งของรัก ....... (เอ่ยชื่อแฟน) คนนี้เป็นแฟนใช่มั๊ย"

ฉันตอบ "ใช่ค่ะ" มีอะไรจะถาม"ท่านถามฉัน

......เงียบ ......ฉันก็ไม่รู้จะถามอะไร

เพื่อนหันมาสะกิด "ตอบไปซิ"

ก็ไม่รู้จะตอบอะไร

ท่านนั่งหลับตาสวดคาถาประมาณ 5-10 คำ แล้วหันมาถาม " รักเค้ามาก ตอนนี้ใจเศร้าหมอง มีแต่คิดจะฆ่าตัวตาย .........อยากได้เค้ากลับมามั๊ย" ท่านหันมาถาม

"อยากได้ค่ะ" ฉันตอบ

"ถ้าอยากได้คืน จะช่วย แต่จะต้องจ้างน่ะ มีเงินเท่าไหร่"

"สองพันค่ะ"

ท่านหลับตาสักพัก "ไม่ใช่หรอก ในกระเป๋าตังค์มีเงิน ห้าพันบาท ในสมุดบัญชีมีเงินอีก 3 หมื่น"

ฉันตกใจ ท่านรู้ได้อย่างไง

"ถ้าอยากได้คืน ปู่คิดค่าจ้าง 3 หมื่น"

"ตกลงค่ะ" ฉันตอบตกลง

"จะบ้าเหรอ.....3 หมื่นน่ะแก ไม่คิดก่อนหรือไง" เพื่อนฉันตกใจรีบหันมาถามฉัน

แต่สำหรับฉันตอนนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่าการได้แฟนกลับคืนมา

ปู่ฤาษี มองหน้ายิ้ม ๆ "ให้ไปเอา..........................." ท่านสั่งให้ฉันนำสิ่งของมาเข้าพิธี

รุ่งขึ้น เดินทางไปหาปู่ฤาษี ไปถึงก็มีคนมารอท่านเต็มอาศรมไปหมด

รายแรก....มากันประมาณ 5-6 คน แต่งขันธ์ 5 จานเดียวใส่เงิน 100 บาท แต่มีรายชื่อในกระดาษประมาณ 10 ชื่อได้ ท่านรับขันธ์ 5 ไป หลับตาสวดมนต์ ดูให้ทีละคน การทำนายของท่านแม่นเหมือนตาเห็น ท่านจะทักเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยก่อนว่า เป็นลักษณะไหนอยู่ตรงไหนมีอะไรเป็นจุดเด่น (มาทราบภายหลังว่าท่านไม่ได้ดูจากวันเดือนปีเกิด แต่จะส่งจิตไปยังบ้านที่เราอาศัยอยู่เพื่อไปตรวจสอบยังสถานที่ ท่านจึงต้องถามว่าสถานที่ที่ท่านไปถูกต้องหรือไม่) ท่านจะทักแต่ละคนตามรายชื่อที่เขียนไป จนกระทั่งไปสะดุดที่ชื่อของลูกสาวของคนที่มาดู "มันหนีออกจากบ้านไปใช่มั๊ย" (จริง ๆ แล้วท่านจะพูดเป็นภาษาอีสาน แต่ว่าฉันแปลเป็นภาษาภาคกลางให้เพื่อจะได้เข้าใจ)

"ใช่จ๊ะ" คนเป็นแม่พูด น้ำตาเริ่มไหล

ท่านหลับตาสวดมนต์สัก 5-10 คำ " มันหนีไปกับผู้ชายตอนนี้มันอยู่ กาฬสินธ์ อยู่บ้านเค้า"

"ปู่ช่วยหน่อย ตามมันกลับมาให้หน่อย"แม่พูดไปพร้อมเช็คน้ำตา ฉันเองก็พาลจะน้ำตาไหลตามไปด้วย   ท่านสวดมนต์สักพัก "เออ....ปู่จะช่วย วันจันทร์มันจะกลับมา พอมันมาแล้วให้พามันมาหาปู่…….." ท่านพูดปลอบใจเขาสักพักแล้วก็เริ่มสอนให้เข้าใจถึงวิถีชีวิตของมนุษย์เป็นคำ สอนตามแบบของศาสนา จนพ่อแม่ของน้องผู้หญิงผ่อนคลายหายเศร้าท่านจึงให้กลับ

รายที่ สอง เป็นชาวบ้านมาประมาณ 4-5 คน รายนี้ภรรยาหนีตามชู้ไป ทิ้งสามีกับลูกสองคน สามีเค้ารักภรรยามาก อยากได้ภรรยาคืน ฤาษีท่านดูไปแล้วทักว่า ภรรยาของแกหนีตามผู้ชายข้างบ้านไป ผู้ชายคนนั้นก็มีภรรยาแล้วใส่เสน่ห์ภรรยาของแกด้วย พอท่านพูดถึงตรงนี้ ผู้หญิงที่มาด้วยบอกว่าเป็นสามีของแกเอง ปู่จึงหันมาถามว่าจะเอาคืนด้วยหรือ ฝ่ายหญิงตอบว่าไม่เอา ปู่จึงหันไปถาม ฝ่ายชายว่าจะเอาคืนจริง ๆ หรือ ไม่รังเกียจเค้าหรือที่เค้าทำแบบนี้ โกรธเค้าไหม เกียจเค้ามั๊ย ซึ่งฝ่ายชายก็ยืนยันคำเดียวว่าจะเอาคืน ท่านถามซ้ำ 3 ครั้ง ฝ่ายชายก็ยังยืนยันคำเดิม ท่านรับปากว่าจะช่วยแล้วให้บูชาของสิ่งหนึ่งไป เรียกเก็บเงิน 500 บาท

ฉันเริ่มสงสัย เอ...ทำไมของฉัน 3 หมื่น ส่วนของคนนี้แค่ 500 บาท แต่ก็ยังไม่ได้ถามตอนนั้น

รายที่ 3 เป็นคุณยาย พาหลานสาวมากราบท่าน บอกว่าเป็นคนนี้ที่หนีออกจากบ้านแล้วให้ท่านตามมาให้ กลับมาแล้วตามที่ท่านบอก ท่านเรียกน้องผู้หญิง (อายุประมาณ 16-17 ปี) เข้ามานั่งต่อหน้าท่านแล้วเริ่มสอน ซึ่งคำสอนของท่านฉันฟังแล้วน้ำตาแทบไหล

"เห็นหน้ายายมั๊ย แกเสียใจขนาดไหน เค้าเลี้ยงเรามากี่ปี แต่ผู้ชายอีกคนพึ่งเจอกันไม่เท่าไหร่ ทำไมถึงทุ่มเททุกอย่างให้เค้าได้ขนาดนั้น ยายเค้าเสียใจขนาดไหนเห็นมั๊ย (คุณยายเริ่มเช็ดน้ำตา) ที่ปู่ช่วยไม่ได้อยากช่วยเราน่ะ ปู่สงสารยายของเราถึงได้ช่วยเรียกกลับมา............................" ท่านสอนอยู่นานพอควร

เกือบบ่าย 2 ถึงคิวฉันซะที ท่านหันมายิ้ม "เดี๋ยวจะทำน้ำมนต์ให้อาบ"

ท่านให้ฉันอาบน้ำมนต์โดยท่านเป็นผู้ปลุกเสก จะมีผู้ชายอีกคนเป็นคนอาบให้ ในระหว่างที่อาบเค้าก็จะสวดคาถาไปด้วย .....หลังจากอาบน้ำมนต์เสร็จ ท่านก็ให้นำของที่เตรียมมาให้ ทำพิธีอยู่ประมาณ 10 นาที หลังเสร็จพิธีท่านผูกแขนให้ฉันแล้วสั่งให้ฉันปฏิบัติตามคำสั่ง

1. ทุกวันตอนเย็น ให้ฉันเดิน 999 ก้าว โดยให้นับทีละก้าวห้ามนับผิด หากนับผิดหรือไม่แน่ใจให้เริ่มนับใหม่

2. ก่อนนอนให้สวดมนต์ 99 จบ

3. ให้คุยกับ คุณพ่อหรือคุณแม่ทุกวัน เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังให้หมด ห้ามปิดบังและโกหก

4. ไม่ให้รับรู้หรือพูดคุยกับแฟนโดยเด็จขาด ภายใน 15 วัน หากผิดคำสัญญาจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จนกว่าจะครบ 15 วัน

ท่านให้ฉันปฏิบัติอยู่ 15 วันแล้วให้กลับมาหาท่านใหม่ ซึ่งท่านสัญญาว่าภายใน 15 วัน หากฉันทำได้ตามคำสั่งแฟนของฉันจะกลับมาหาฉันแน่นอน

ฉันรับปาก และเริ่มปฏิบัติตามที่ท่านสั่งไว้......เวลาเริ่มผ่านไปจากวันที่หนึ่ง เป็นวันที่สอง วันที่สาม วันที่สี่ วันที่ห้า.......วันที่สิบห้า

วันที่ 15 ครบจำนวนวันที่ท่านสัญญาไว้ ฉันเดินทางไปหาท่านแต่เช้า

"เป็นไง.....รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือเปล่า" ท่านถาม

"ค่ะ สบายใจขึ้น มากแล้วค่ะ"

"รักเค้ามากเลยหรือ" ท่านถาม

"ค่ะ"

"ได้โทรหาแม่ทุกวันหรือเปล่า"

"โทรค่ะ"

"แม่ว่าไง เค้าเสียใจมั๊ย"

"แม่ไม่ว่าอะไรค่ะ ท่านจะคอยปลอบใจ แล้วท่านก็เสียใจมากค่ะ"

"แม่เสียใจ แล้วเราเสียใจมั๊ย"

.....ฉันเงียบ เริ่มคิด "เสียใจค่ะ"

"ตอนเราร้องไห้ แม่เค้าว่าไง"

"......แม่เค้าก็ร้องไห้ค่ะ...."

"รักแม่มั๊ย"

"รักค่ะ"

"ใครทำให้เราเสียใจ ใครทำให้เราเป็นแบบนี้ ผู้ชายคนนั้นใช่มั๊ย"

.......ฉันนั่งนิ่ง น้ำตาเริ่มไหล

"ทำงานมาเคยให้เงินแม่บ้างมั๊ย....เวลาไปตลาดเห็นกับข้าวเคยจำได้มั๊ยว่าแม่ ชอบกินอะไร จำได้หรือเปล่าว่าตัวเราชอบกินอะไร...............ทุกวันนี้กับข้าวที่ซื้อ มากินเป็นที่เราชอบหรือเป็นที่ผู้ชายคนนั้นชอบ........ทำไมต้องให้เค้ามามี อิธิพลอยู่เหนือตัวเองขนาดนั้น เค้าทิ้งเราไปเพราะอะไร.......ตอบได้มั๊ย"

".......เค้าไปมีคนใหม่ค่ะ"

"ทำไมเค้าไปมีคนใหม่"

"......ไม่ทราบค่ะ" ฉันตอบไปพลางเช็คน้ำตา

"เพราะสันดาน......เข้าใจคำว่าสันดานมั๊ย คนดี จะคิดดี ทำดี พูดดี คนไม่ดี ความคิดมันก็เลวไปด้วย อยากจะทุกข์ทรมารอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิต ก็จะเอามันคืนให้ แต่ถ้าอยากจะมีความสุข ไม่อยากให้แม่เสียใจ มีชีวิตที่ดี เจอคนดี ๆ ก็เลิกกับมันซะ ปู่ไม่เคยเห็นใครตายเพราะอกหัก แต่ที่คนมันตายก็เพราะมันสิ้นคิด เพราะแพ้ใจตัวเอง ใจอ่อนแอ ถ้าไม่คิดไม่นำจิตไปวางไว้กับมัน มันก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง บังคับตัวบังคับกายมันทำได้ แต่การบังคับใจถ้าไม่แกร่งจริงมันก็ยาก แต่ใจมันเป็นของเราถ้าเรายอมแพ้มัน เราก็จะแพ้ไปตลอดชีวิต ถ้าเราเคยเอาชนะมันได้บังคับมันได้ เราก็จะไม่มีทุกข์ ไม่มีใครช่วยเราได้หรอกหมอที่ไหนก็รักษาให้ไม่ได้ มีแต่ตัวเรากับเวลาเท่านั้นที่ช่วยตัวเราได้......สิบห้าวันผ่านมาเป็นไง บ้าง"

"ไม่ได้คิดอะไร ก็รู้สึกดีค่ะ"

"ทำต่อไปน่ะ ตัดใจซะ มันทำไม่ได้ทันทีหรอกแต่มันจะค่อย ๆ ดีขึ้น คิดถึงแม่ไว้ให้มาก ๆ ไม่สบายใจอะไรก็เล่าให้เค้าฟัง ให้มีสติ อย่าไปจดจ่ออยู่กับมัน 15 วันผ่านมาไม่มีเค้าเราก็อยู่ได้ ไม่เห็นจะตายไม่ใช่หรือ ตัดใจซะเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่น อย่าไปใส่ใจกับมัน คนมันไม่ดีก็ปล่อยมันไปตามวิถีชีวิตของมัน........"

ปู่ฤาษี หันไปหยิบของในย่าม เป็นเงิน 3 หมื่นบาท ยื่นคืนให้ฉัน

"เงิน 3 หมื่น ปู่ไม่เอาหรอก ให้เอาไปเก็บไว้ 2 หมื่น เอาให้แม่ 5 พัน อีก 5 พัน ไปซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอาง แต่งตัวใหม่ให้ดูดีกว่านี้" พูดจบแกก็หัวเราะ

"จำคำปู่ไว้ อย่าเชื่อใจคน อย่ามองเพียงแค่ภายนอก แล้วอย่าไปทำเสน่ห์ที่ไหนอีก ทุกคนมีเสน่ห์อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่เสน่ห์ที่เรามีจะถูกใจใครเท่านั้น พวกนุ่งผ้าเหลือง ผ้าขาว บางคนสักแต่เอาผ้ามาห่ม แต่ใจมันไม่ใช่คน เราเป็นผู้หญิงต้องระวังตัวให้ดี ถ้าเจอคนดีก็ดีไป ถ้าเจอพวกไม่ดีเราจะเสียทั้งตัว เสียทั้งเงิน เสียทั้งใจ จะไปโทษใครบอกใครก็ไม่ได้ เราโง่เอง ...หยุด...ห้ามไปทำเสน่ห์ที่ไหนอีก จำคำปู่ไว้ให้ขึ้นใจ วันนี้แฟนเราจะมาหา ก็ตัดสินใจเอาก็แล้วกัน"

…………………………………

ฉันกลับที่พัก เริ่มนั่งคิดทบทวน เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมา ความเจ็บปวดที่เคยมี ทุกครั้งฉันแทบจะทนไม่ได้ถ้าคิดถึงเค้า แต่ตอนนี้ทำไมความเจ็บปวดมันลดลง เริ่มมองเห็นสิ่งต่าง ๆที่ผ่านมา จิตใจที่เคยอ่อนแอ มันเริ่มแข็งแรงตั้งแต่เมื่อไหร่ฉันไม่รู้ น้ำตาที่เคยไหลไม่หยุดหากเมื่อไหร่ที่คิดถึงเค้า ทำไมมันหายไปไหน คำสอนของปู่ก้องอยู่ในสองหู ฉันตัดสินใจ.....จากนี้ต่อไปฉันต้องเข้มแข็ง

...........เสียงเคาะประตูหน้าห้อง

"ใครค่ะ" ฉันถาม

"เราเอง" เหมือนที่ปู่บอกไว้ไม่ผิด เค้ามาจริง ๆ ใจที่เคยเด็จเดี่ยวเมื่อครู่หายไปไหนหมด หัวใจเต้นแรง ใจเริ่มอ่อน เริ่มหวั่นไหว

"มีธุระอะไร" ฉันไม่ยอมเปิดประตู

".....เราคิดถึง.....เปิดประตูให้เราหน่อย"

.......ฉันเริ่มสับสน น้ำตาเริ่มไหล จะทำไงดี...คิดถึงคำพูดของปู่ฤาษี คิดถึงหน้าแม่

"กลับไปก่อนน่ะ วันนี้เรายังไม่อยากคุย ตอนนี้เราอยู่กับแม่ กลับไปเถอะ" ฉันโกหกเพราะรู้ว่าตัวเองยังไม่เข้มแข็งพอ หากเจอเค้าวันนี้ฉันต้องใจอ่อนแน่นอน

ทุกวันนี้ฉันฝากตัวเป็นศิษย์ของท่าน ปู่ฤาษีคัมภีร์ แสนวัง ผู้ให้ชีวิตใหม่แก่ฉัน ถ้าไม่มีท่านฉันก็ไม่รู้ว่าชีวิตของฉันจะต้องพบเจออะไร อาจจะเจอสิ่งที่เลวร้าย เจอพวกซาตานในคราบนักบุญ ต้องเสียทั้งตัว เสียทั้งใจ จึงอยากจะขอเตือนเพื่อน ๆ ที่คิดจะไปทำเสน่ห์ ให้ไตร่ตรองให้ดี ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีเหมือนฉันเสมอไปน่ะค่ะ

 

อากิเน๊ะ....อาเจโปะ

posted on 02 Oct 2009 11:21 by poon-witter

+++...อากิเน๊ะ & อาเจโปะ …..  ฮา ฮา อย่าคิดมาก...+++  
 

กระเหรี่ยงหนุ่มคนนี้ หลังจากแต่งงานกับสาวชาวเขาเดียวกันได้ไม่นาน
เธอก็ตั้งท้องลูกคนแรก ประคองครรภ์อยู่บนยอดดอยจนใกล้คลอด
เธอก็รีบชวนเพื่อนสาวบ้านใกล้กันมาแอ๊ดมิทยังโรงพยาบาลพื้นราบ
เตรียมตัวและเตรียมพร้อมเพื่อจะเป็นคุณแม่อย่างเต็มที่

เธอนอนครางโอดโอยอยู่จนคุณหมอบอกว่า ถึงเวลาแล้วท ี่จะต้องเข้าห้องคลอด แต่ก่อนเข้าหมอก็แจ้งแก่เธอว่าต้องทำความสะอาดอวัยวะเพศก่อน
โดยการแว๊กซ์ หรือกำจัดขนบริเวณนั้นให้เหี้ยนเตียน  เมื่อเธอได้ยินเธอก็ให้ตกอกตกใจยิ่งนัก  แล้วก็ตั้งมั่นกับตัวเองว่ายังไงก็ไม่ให้หมอโกนแน่นอน
ขณะพยาบาลจับขึ้นขาหยั่ง เธอก็ส่ายหน้าแล้วเอามือปิดตรงนั้นไว้แน่น

"เราม่าโกเดะขาด " เธอพูดกับหมอเสียงแข็ง

" ไม่โกนไม่ได้นะคะ เพราะว่าบริเวณนั้นมันสกปรก แล้วอาจจะทำให้ลูกติดเชื้อ " หมออธิบาย

" ม่าโก ยางายเราก็ม่าโก "

คุณหมออธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเธอก็ยังไม่ยอม แต่แล้วจู่ๆ เธอก็หาทางออกให้คุณหมอได้ ด้วยวิธีที่เธอคิดว่าน่าจะเป็นการพบ! กันครึ่งทาง

" แหวะ ๆ อากิเน๊ะ....แหวะ ๆ อากิเน๊ะ "

เธอพูดประโยคนี้กับหมอ แต่หมอฟังยังไงก็ไม่เข้าใจ  
เพื่อนสาวของเธอที่มาด้วยก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะพูดไม่ชัดเหมือนกัน

ในที่สุด หมอก็บอกกับเพื่อนสาวของ เธอว่าให้ไปตามสามีของหญิงคนนี้มาให้หน่อยเพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง เพื่อนสาวของเธอรีบขึ้นดอยไปตามสามีเธอมาเมื่อมาถึงคุณหมอก็บอกกับสามีเธอว่า

" นี่ช่วยอธิบายให้เมียเธอเข้าใจหน่อยว่ายังไงก็ต้องโกนเพราะถ้าไม่โกนเด็กอาจจะเป็นอันตราย" สามีรีบหันไปพูดกับภรรยาเหมือนที่หมอบอก ?ต่คำตอบก็ได้กลับมา อย่างเดิม คือ

"แหวะ ๆ อากิเน๊ะ"

" ไหนบอกหมอซิว่าเมียเธอพูดว่ายังไง " หมอถาม

" เมียผมบอกว่าให้หมอแหวก ๆ แล้วเอากิ๊บเหน็บครับ "

หมอได้ยินก็สะดุ้งโหยง และบอกกลับไปว่า

" เธอจะบ้าเหรอ! ใครมาคลอดลูกก็ต้องโกนกันทั้งนั้น แล้วกิ๊บ ที่ไหนมันจะเก็บได้ทุกเส้นล่ะ "  สามีหันไปพูดกับภรรยา และก็ได้คำตอบกลับมาว่า

" หวิ ๆ อาเจโปะ....หวิ ๆอาเจโปะ "

" อ่ะ...ไหนว่ามาซิ เมียเธอบอกว่ายังไง " หมอถาม

สามีอ้ำอึ้งไปชั่วครู่ แล้วก็บรรจง! แปลให้หมอฟังว่า
.
.
.
.
.
.
" เมียผมบอกว่า ถ้าหมอกลัวว่าจะเก็บไม่ได้ทุกเส้น ก็ให้หมอหวีๆ
แล้วก็เอาเจลโปะครับ "

หมอ : !!! ???

เรื่องของ ลิง กะ หมี

posted on 29 Sep 2009 11:13 by poon-witter

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน ลิงขอซาลาเปา (Polar Bear) เป็นแฟน

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน ลิงเข้าบ้านซาลาเปา มาเจอแม่กะน้องกะมัสมั่น เพื่อกิน dinner สุกี้ยากี้

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน ลิงไปดูหนังกะซาลาเปาเรื่องแรก ที่เอสพละนาด 5 แพร่ง หัวใจจะวาย.......... แต่ นั่งหัวเราะหมีอยู่ได้...........

ลิงบอกว่า ถ้าซาลาเปาโกหกอีกจะโดนแบบนี้................

ดังนั้น ซาลาเปา จึง สู้ตาย...... และจะไม่โกหกกอีก เพราะกลัว

เพราะซาลาเปารู้ว่าขี้หงุดหงิด ดังนั้น จึงจะ  ยิ้มให้ลิงเสมอๆ เผื่อจะทำให้หายหงุดหงิดได้บ้าง

หมีรักลิงนะ ..................................... ลิงก็รักหมีใช่ไหม ????

ถึงคนที่แต่งงานแล้ว...และคนที่ยังไม่ได้แต่งงาน ..

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่านแล้วกินใจมาก

ลองอ่านและซึมซาบความรู้สึกอย่างช้า ๆ

'เมื่อเธอต้องการหย่าขาดจากชั้นไป....

เธอควรเป็นคนที่จูงมือชั้นออกไป '

ในวันแต่งงานของผม ผมจูงมือภรรยาของผมในอ้อมแขน

รถแต่งงานจอดหน้าที่พักของเรา

เพื่อนเจ้าบ่าวบอกผมว่า ผมควรจะอุ้มเธอเข้าไปในบ้าน

ดังนั้นผมจึงทำตาม

เธอเขินอายในอ้อมแขนผม

ผมช่างเป็นเจ้าบ่าวที่มีความสุขที่สุดในโลก...

นี่เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วสิบปี... ในวันถัดๆ มาทุกอย่างก็เหมือนเดิม

เรามีลูกด้วยกัน...ผมทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะหาเงินมาจุนเจือครอบครัว...

เมื่อเราเริ่มมีฐานะที่ดีขึ้น...

ความห่างของเราก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน...

ทุกๆเช้าเราออกจากบ้าน ไปด้วยกันแล้วก็ถึงบ้านเวลาเดียวกัน

ลูกเราเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน

ดูเหมือนความรักของเราช่างน่าอิจฉายิ่งนัก...

แต่แล้ว

ความสงบสุขก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างมิได้คาดหมาย....

เจนเข้ามาในชีวิตของผม .... ผมยืนอยู่ที่ระเบียงบ้าน...

เจนเข้ามาสวมกอดผมจากด้านหลัง..

หัวใจผมเต้นแรงด้วยความรัก...

ที่นี่...เป็นอพ าร์เมนท์ที่ผมซื้อให้เธอ...

เธอบอกว่า คุณเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงทุกคน ถวิลหา...

คำพูดของเธอทำให้ผมนึกถึงภรรยาผม...

ตอนที่เราแต่งงานกันใหม่ ๆ ..เธอบอกว่า

วันที่คุณประสบความสำเร็จ

ผู้ชายอย่างคุณจะมีแต่ผู้หญิงวิ่งเข้ามาหา...

ผมเริ่มรู้สึกลังเล...

ผมรู้ว่าผมกำลังทรยศภรรยาผม...

แต่ผมก็ได้ท ำลงไปแล้ว....

ผมปลีกตัวออกจากเจน '

วันนี้คุณไปเลือกเฟอร์นิเจอร์เองแล้วกันน๊ะ

ผมต้องเข้าออฟฟิศ ' ...

แน่นอน... เธอไม่ค่อยพอใจนัก เพราะผมสัญญากับเธอ ว่าเราจะไปด้วยกัน...

ในตอนนั้น...ความรู้สึกถึงการหย่าร้างเริ่มวิ่งเข้ามาในความคิดผม....

ทั้งที่จริงๆแล้วผมไม่เคยมีความคิดนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

แต่ผมก็พบว่าเป็นเรื่องยากที่จะบอกกับภรรยาของผม....

ไม่ว่าผมจะพูดกับเธอดีสักเพียงใด...

เธอจะต้องเจ็บปวดใจอย่างแน่นอน...

จริง ๆ แล้วเธอเป็นภรรยาที่ดีมาก... ทุก ๆ

เย็นเธอจะวุ่นวายกับการทำอาหาร..ในขณะที่

ผมนั่งอยู่หน้าทีวี ทานอาหารเสร็จเราก็นั่งดูทีวีด้วยกัน...

หรือ... ถ้าผมจะเลือกเป็น...นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์....

มองเรือนร่างอันงดงามของเจน...

ช่างเป็นอะไรที่น่าฝันถึงเสียจริง

วันนึงผมพูดทีเล่นทีจริ งกับภรรยาของผมว่าจะเธอจะทำยังงัยถ้าเราหย่ากัน...

เธอจ้องมองผมอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน...และเธอก็ไม่ได้ตอบว่าอะไร..

เธอมั่นใจว่าการหย่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวเธอมาก...

ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าหากเธอรู้ว่าเรื่องที่ผมกำลังพูดอยู่นั้นเป็นเรื่องจริง... เธอจะเป็นอย่างไร

วันนึงภรรยาผมมาที่ออฟฟิศ...สวนทางกับเจนที่เพิ่งจะออกไปพอดี...

พนักงานทุกคนทำหน้าตาเลิกลัก... เหมือนกำลังพยายามซ่อนอะไรบางอย่างจากเธอ....

เธอเหมือนจะรับรู้มันได้... แต่เธอก็ยิ้มน้อย ๆกับพนักงานทุกคน....

แต่ผมก็สังเกตุเห็นแววตาที่เจ็บปวดของเธอภายใต้รอยยิ้มนั้น

ในที่สุด...เจนก็บอกกบผมว่า...หย่ากับเธอนะ..แล้วเราอยู่ด้วยกัน..ผมพยักหน้า....

ผมจะลังเลอีกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว....ผมตัดสินใจบอกภรรยาผมในอาหารค่ำ..

ผมมีอะไรจะบอกคุณ... เธอนั่งทานอาหารอย่างเงียบๆ...

ผมสังเกตุเห็นแววตาอันเจ็บปวดของเธอ...มันทำให้ผมพูดในสิ่งที่ผมต้องการพูดไม่ออก..

แต่ท้ายที่สุดผมก็พูดออกไป...

ผมต้องการหย่ า...

เธอดูไม่ตกใจกับสิ่งที่ผมเพิ่งจะพูดออกไปเลย...

ผมย้ำกับเธออีกครั้ง...เธอเขวี้ยงตะเกียบในมือทิ้ง...

แล้วตะโกนใส่หน้าผมว่า..คุณมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย...เราไม่ได้คุยกันอีกเลยคืนนั้น...

เธอร้องไห้อย่างหนัก...

ผมรู้ว่าเธออยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตแต่งงานของเรา...

แต่ผมเองไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองได้...เป็นเพราะใจผมได้ให้เจนไปหมดแล้วงั้นเหรอ...

ผม คงไม่สามารถบอกเธออย่างนั้นได้.. มันจะทำให้ผมรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก...

ผมร่างสัญญาการหย่าร้างขึ้น...ระบุว่า..เธอเป็นเจ้าของบ้าน...

ทุกๆ อย่างในบ้าน ทั้งรถ... หุ้นบริษัท 30% ผมยกให้เธอหมด....

เธอเหลือบมองกระดาษที่ผมร่างขึ้นแล้วฉีกมันทิ้ง...

มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น...

ผู้หญิงที่ผมอยู่ด้วยมาเป็นระยะเวลาสิบปีกลายเป็นคนแปลกหน้ากันภายในหนึ่งวัน...

ผมไม่สามารถคืนคำที่ผมพูดไปได้...

 

 

 

 

 

 

 

เธอร้องไห้ด้วยความเสียใจอย่างที่สุด...

สำหรับผมแล้ว...การร้องไห้ของเธอเหมือน

เป็นการปลดปล่ยยความสับสนของตัวผมเอง...

หลังจากที่ผมกลุ้มใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ของผม

..ในที่สุด...มันก็เป็นรูปธรรมขึ้นมาจริงๆ เสียที

คืนนั้น...ผมกลับถึงบ้านค่อนข้างดึก...

เห็นเธอเขียนอะไรบางอย่างบนโต๊ะ.

.ผมหลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความเพลีย...

ผมตื่นขึ้นมาอีกทีแล้วพบว่า...

เธอเขียนเงื่อนไขการหย่าร้างว่าเธอไม่ต้องการสิ่งใดจากผม...

แต่เธอต้องการให้ผมให้เวลาเธอหนึ่งเดือนเพื่อตั้งตัวสำหรับการหย่า...

และในช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนนั้นทุกอย่างต้องดำเนินไปตามปกติ...

ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอต้องการให้ลูกจบการศึกษาซึ่งกำลังจะมาถึงเสียก่อน..

เธอไม่อยากให้ลูกต้องเห็นความล้มเหลวในการแต่งงานของพ่อแม่ก่อน

เวลานั้นจะมาถึง...

รัชต์..คุณจำได้มั๊ย...วันที่เราแต่งง านกัน...คุณประคอง

ชั้นไว้ในอ้อมกอดในวันที่เราเข้าเรือนหอ..

ผมพยักหน้า..นั่นเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของชั้น...

ชั้นมีเรื่องขอร้อง...

ชั้นอยากให้คุณประคองชั้นไว้ในอ้อมกอดจากห้อง

นอนไปถึงด้านล่างทุกวันนับจากวันนี้ไปจนถึงวันที่เราต้องแยกจากกัน

ผมยอมรับด้วยความเต็มใจ...ผมรู้ดีว่า เธอคิดถึงวันดีๆ เหล่านั้น...

และเธอต้องการให้ชีวิตการแต่งงานเธอจบลงด้วยความทรงจำที่ดี

ผมบอกเจนถึงเงื่อนไขที่ภรรยาผมตั้งขึ้นในการหย่าร้าง...

เธอหัวเราะถึงความไร้สาระของเงือนไข....

ภรรยาผมบอกกับผมว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

...เธอจะต้องยอมรับผลของการหย่าร้างให้ได้...

คำพูดของเธอทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง....

เราไม่ได้ถูกต้องตัวกันเลยนับแต่วันที่ผมขอเธอหย่า

...ความจริงเหมือนจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกันด้วยซ้ำไป...

พอถึงวันที่ผมประคองเธอลงจากห้องวันแรก...มันจึงทำให้ผมทำตัวไม่ถูก...

ลูกชายเราตบมือแล้วพูดด้วยความดีใจว่า

ว้าว...วันนี้พ่ออุ้มแม่ลงจากห้องด้วย....มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น......

เธอบอกว่าอย่าบอกลูกเราถึงเรื่องของเรา...ผมพยักหน้า...ด้วยความรู้สึกผิดอย่างเต็มเปี่ยม...

ผมขับรถไปส่งเธอที่ป้ายรถเมล์..แล้วเลยไปออฟฟิศ

วันถัดมา...ความรู้สึกขัดเขินเริ่มน้อยลงไป...เธอซบบนอกผม...

เราใกล้ชิดกันมากจนผมได้กลิ่นน้ำหอมของเธอ...

ผมถึงได้ตระหนักว่า....เธอไม่ใช่เด็กสาวอีกต่อไปแล้ว...เธอเริ่มมีริ้วรอยบนใบหน้ามากขึ้น

ในวันที่สาม...เธอกระซิบบอกผมว่าสวนกำลังรื้ออยู่ให้เดินระวังด้วย...

ในวันที่สี่...มันช่างเหมือนกับว่าเราเป็นคู่รักที่หวานชื่นมาก...ภาพของเจนเริ่มเลือนลางไป...

วันที่ห้าและหก..เธอคอยเตือนผมในเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นเธอวางเตารีดไว้ที่ไหน..

ผมควรจะระวังอะไรบ้างตอนทำอาหาร...และอื่นๆ อีกมากมาย...

ความสนิทสนมของเราเพิ่มมากขึ้นทุกที...ผมไม่ได้บอกเจนถึงเรื่องนี้เลย...

ผมรู้สึกว่าผมอุ้มเธอง่ายขึ้นทุกวันโดยไม่ได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเธอเลย...

หรือบางทีคงเป็นเพราะผมแข็งแรงขึ้น...แต่แล้วผมก็พบว่ามันไม่ใช่อย่างที่ผมคิด...

เป็นเพราะว่าเธอผอมลงจนไม่สามารถใส่เสื้อผ้าเดิมได้

..นั่นต่างหากที่ทำให้ผมอุ้มเธอได้ง่ายขึ้น

ผมรู้ดีว่าเธอพยายามซ่อนความขมขื่นเอาไว้...

ลูกของเราร้องขึ้นว่า พ่อได้เวลาอุ้มแม่แล้วน๊ะ...

สำหรับลูกแล้ว...การได้เห็นพ่ออุ้มแม่เป็นภาพที่เขามีความสุขที่สุด....

เธอเอื้อมมือไปกอดลูกไว้ แน่น...ผมทนมองภาพนั้นไม่ได้จริง ๆ

ผมกลัวว่าผมจะเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย

และแล้ววันสุดท้ายก็มาถึง....ผมอุ้มเธอไว้ในอ้อมกอด.

..เท้าผมแทบจะก้าวไม่ออก......เธอบอกกับผมว่า...

ความจริงแล้ว...ชั้นอยากให้คุณอุ้มชั้นไปจนเราแก่เถ้า

...ผมกอดเธอแน่น...และผมก็ตระหนักว่า..

ชีวิตคู่ของเราขาดการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน

...ผมขึ้นรถทันทีเพื่อจะไปยังจุดหมายใหม่..

ผมลังเลเล็กน้อย..

แต่ในที่สุดแล้ว..ผมก็มาพบเจนจนได้.

...เธอเปิดประตูออก...ผมบอกเธอว่า

เจน..ผมขอโทษ...ผมจะไม่หย่า....

เธอมองหน้าผม แตะหน้าผากผม.. คุณสบายดีหรือเปล่า

เจน...ผมขอโทษ...ผมขอโทษจริง ๆ...ผมจะไม่หย่ากับภรรยาผม...

ชีวิตการแต่งงานของเราน่าเบื่อมันเป็น

เพราะผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กน้อย...

ผมขาดการเอาใจใส่ในตัวเธอ....มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้รักกัน....

ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว....ว่าตั้งแต่วันที่ผมอุ้มเธอเข้าบ้าน

...เธอมีลูกให้ผม...ผมควรจะประคองเธอไปจนแก่...

เจนตบหน้าผมอย่างแรงและกระแทกประตูใส่ผม....

ระหว่างทางกลับบ้านผมแวะร้านดอกไม้....

พนักงานขายดอกไม้ถามว่าจะเขียนว่าอะไร

....ผมให้เธอเขียนว่า...ผมจะอุ้มคุณทุกเช้าจนกว่าเราจะแก่

edit @ 29 Sep 2009 11:09:39 by Poon_Witter